วิจารณ์หนังตามประสา คนบ้าๆ บอๆ (แต่ไม่สปอยด์เท่าไหร่หรอกนะ^^”)

 

ทีแรกคิดว่าหนังเรื่องนี้คงไม่พ้นพล็อตหนังรักทั่วๆไป ความรักของหญิงชายคู่หนึ่ง

ที่ไม่น่าจะมีอะไรวิเศษไปกว่านั้น ดีหน่อยที่คงจะมีเพลงเพราะๆ มาให้ฟังเพื่อเพิ่มอรรถรส

ซึ่งบทเพลงเหล่านี้การันตีได้แน่ๆ ว่าเพราะชัวร์ เพราะเป็นเพลงของศิลปินที่โด่งดังที่สุด

จนเป็นผลงานอมตะไปแล้ว จากวง The Beatles หรือสี่เต่าทองที่เป็นที่รู้จักกันดีนั่นเอง

แต่หลังจากที่ได้ชมหนังเรื่องนี้ไปได้สักพักหนึ่ง ก็อดรู้สึกทึ่งจนอยากจะชมเป็นภาษาตุรกีไม่ได้

ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงได้แจ่ม..แหล่มขนาดนี้ จึงเป็นเหตุให้ข้าพเจ้าหลงในหนังเพลงเรื่องนี้ไปแล้ว

 

นอกจากจะได้ชมหน้าตาน่ารักๆ ของตัวละครแล้ว ยังได้ฟังเพลงเพราะๆ ที่เป็นบทเพลงอมตะ

ของวง The Beatles ซึ่งผู้กำกับได้ร้อยเรียงและผูกเรื่องราวขึ้นมาได้อย่างลงตัวไร้ที่ติ

แม้จะเหมือนนำเพลงเหล่านั้นมาปัดฝุ่นใหม่ แต่ก็ไม่ทำให้เพลงอมตะของสี่เต่าทอง

เสียอรรถรสแต่อย่างใด แต่ละเพลงขับกล่อมด้วยน้ำเสียงที่ฟังแล้วรู้สึกขนลุก

เพราะว่าทุกเพลงเพราะมาก เสียงร้องนับว่าสุดยอดทีเดียว ดูไปก็เร่งให้ตัวละครร้องเพลงอีกไวๆ

ชอบเสียงของมือกีตาร์มากๆ (ฟังแล้วนึกถึงเสียงสมาชิกคนหนึ่งในวง BoyzIIMen เลย)

เพลงเก่าที่นำเล่าใหม่ยิ่งทำให้หนังลงตัว ลงตัวทั้งความสุนทรี ทั้งอารมณ์ของตัวละคร

ทั้งเนื้อหาของเรื่อง ทุกอย่างดูช่างเหมาะเจาะเสียจริงๆ

 

สำหรับตัวหนัง เรื่องนี้เปี่ยมไปด้วยตัวละครที่มีหลากหลายอารมณ์ ความรู้สึก

มีทั้งพระเอกซึ่งเป็นหนุ่มอังกฤษผู้อ่อนไหว นางเอกสาวชาวอเมริกันผู้ต่อต้านสงคราม

พี่ชายของนางเอกก็มีนิสัยแบบอเมริกั๊น..อเมริกัน ไหนจะรูมเมทที่เป็นนักร้องสาวพราวเสน่ห์

และเสียงดีสุดๆ โอย...และอีกเยอะแยะมากมายจนบอกไม่หมดในวันเดียว (เวอร์ไปแล้ว)

 

เรื่องราวต่างๆ เริ่มต้นขึ้นเมื่อจู๊ด (พระเอก) พบกับแม็กซ์ (พี่ชายนางเอก) โดยบังเอิญ

ทั้งสองได้กลายมาเป็นเพื่อนรักกัน และได้ไปอาศัยอยู่กับกันฉันสามี...เอ้ย นั่นมันโบ๊กแบ๊กฯ แล้ว

...เอาใหม่ ทั้งสองย้ายมาอยู่ที่นิวยอร์คด้วยกัน โดยอาศัยห้องแบ่งเช่ากับนักร้องสาวเสียงดี

เรื่องราวก็ได้ดำเนินไปจนกระทั่งจู๊ดและลูซี่ (นางเอก) พบกันและรักกัน  แต่ก็มีจุดหักเห

ที่เป็นเหตุให้เกิดเรื่องราวมากมายขึ้น โดยเฉพาะหลังจากที่แม็กซ์ถูกเรียกให้ไปรับใช้ชาติ

ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ลูซี่มิอาจทนได้

 

แล้วเรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป จะจบแบบแฮปปี้เอ็นดิ้งมั้ย ไปตามหากันดูเองจะดีกว่านะจ๊ะ

 

ฉากที่น่าประทับใจมากที่สุด ไม่รู้จะเรียกว่าสปอยด์มั้ยนะ แต่ว่าฉากที่ว่านี้เป็นฉากที่เห็นบ่อยมาก

เมื่อเสิชรูปจากเรื่องนี้ ซึ่งก็คือฉากจู๊ดกับสตรอว์เบอร์รี บอกใบ้แค่นี้แล้วกัน

แต่ว่าฉากนี้สื่อถึงอารมณ์ได้มากที่สุดแล้วล่ะ

(ย้ำว่าสำหรับข้าพเจ้านะ - คนอื่นจะว่ายังไง สุดแท้แต่วิจารณญาณก็แล้วกัน)

 

สรุปได้ว่าหนังเรื่องนี้โดดเด่นทั้งในเรื่องของเพลง ทั้งในเรื่องของการนำเสนอ

แม้ว่าเอฟเฟ็คของเรื่องจะดูแปลกประหลาดและล้ำไปสักหน่อย

(ไม่งั้นจะเรียกว่าหนังแนวในดวงใจไปไยล่ะเน่อ) แต่เมื่อนำทั้งหมดมารวมกัน

ทุกองค์ประกอบก็ส่งเสริมกันและกันและลงตัวได้อย่างน่าไม่น่าเชื่อ

 

สำหรับคนที่ชื่นชอบวง The Beatles จะรู้สึกยังไงข้าพเจ้าไม่รู้

รู้แต่เพียงว่าหนังเรื่องนี้เหมาะแก่การรำลึกถึงพวกเขาทั้งสี่อย่างแท้จริง

คนที่ไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ The Beatles (อย่างข้าพเจ้า) ก็ดูได้

ส่วนคนที่เป็นแฟนพันธุ์แท้อยู่แล้วก็(ยิ่งต้อง)ดู...ดี!!

 

ส่วนตัวข้าพเจ้าเองไม่ได้เป็นแฟนพันธุ์แท้ The Beatles นะ

รู้จักอยู่ไม่กี่เพลงเอง ว่าจะไปหาเพลงประกอบของเรื่องนี้มาฟังสักหน่อย

และถ้าเป็นไปได้ จะไปหาเพลงของ The Beatles  มาฟังด้วยเลย ...

 

ข้าพเจ้ายกให้ 9 ดาวเลย สำหรับหนังแนว (น่ารัก) ๆ แบบนี้

 

 

 
ชอบ Effect ใต้น้ำ สีเขียว สวยดี

 

นับเป็นความโชคดีที่เราได้มีโอกาสชมภาพยนตร์ต่างๆ

ที่เข้ามาฉายในบ้านเรา และทั้งในรูปแบบวีซีดีและดีวีดี

แน่นอนว่าประโยชน์ของการรับชมภาพยนตร์นั้นคงไม่พ้น

เพื่อความบันเทิงเป็นแน่แท้ แต่บางคนในที่นี้

ข้าพเจ้าขอเรียกว่า "คนดูหนังเป็น" ก็อาจจะมองได้กว้างกว่านั้น

และสามารถที่จะเข้าใจลึกไปถึงสิ่งที่คนทำหนังต้องการสื่อออกมา

ให้ผู้รับชมทราบ แม้ว่าบางครั้งสิ่งนั้นจะช่างลึกล้ำเหลือแสน

จนผู้ดูไม่อาจตีความได้ถึงขนาดนั้นก็ตาม

แม้แต่ตัวข้าพเจ้าเองก็แทบจะเรียกได้ว่า

เป็นคนที่ดูหนังไม่เป็น เพราะไม่อาจจะตีความของหนัง

หลายๆ เรื่องได้ แม้ว่าจะชอบดูหนังที่เข้าใจได้ยากๆ

เหลือเกินก็ตาม เมื่อดูภาพยนตร์เหล่านั้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ก็ยังต้องวุ่นวายอยู่กับการตามอ่านคำวิจารณ์ถึงหนังเรื่องนั้น

อยู่มิวางวาย ซึ่งก็พอจะช่วยให้สติปัญญาที่มีอยู่น้อยนิดนั้น

พอจะเข้าใจเรื่องราวมากขึ้น ต้องขอขอบคุณหลายๆ ท่าน

มา ณ ที่นี้ด้วย

 

ก่อนหน้านี้ข้าพเจ้าได้ชมภาพยนตร์เรื่อง "Salo"

หนังขาวดำที่ว่าด้วยความวิปริตของคนชั้นสูง

ที่ตรงและโจ๋งครึ่มถึงการฆ่าและเซ็กส์ แน่นอนว่า

หนังเรื่องนี้ไม่น่าพิสมัยเอาเสียเลย ตั้งแต่คัดคน

ทั้งชายและหญิงเพื่อมาจองจำและเล่าเรื่องสกปรก

วันแล้ววันเล่า และบางคนก็อาจจะต้องมาตาย

โดยไม่ทันได้รู้ตัว แต่คนที่เหลืออยู่ก็ไม่ต่างกับตายทั้งเป็น

ตั้งแต่ต้นจนจบหนังตีแผ่ถึงสภาพสังคม เศรษฐกิจ การเมือง

โดยมิต้องกล่าวแม้แต่อย่างใด เพราะหนังเรื่องนี้มีสัญลักษณ์

แฝงตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งท่านสามารถหาบทวิจารณ์เรื่องนี้ได้

จากเว็บไซต์ค้นหาชื่อดังอยู่แล้ว แม้กระนั้นข้าพเจ้าก็ยังคง

ไม่ใคร่พึงใจกับการเสพย์หนังขาวดำเรื่องนี้นัก

(ตีความไม่ออกก็อย่างนี้แหละ)

 

จนกระทั่งได้ชมภาพยนตร์เรื่อง What Ever Happened to Baby Jane?

ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ใจข้าพเจ้าไปเต็มๆ ใครจะคิดว่าชื่อหนังที่

แสดงความหน่อมแน้มน่ารักอย่าง "เกิดอะไรขึ้นกับสาวน้อยเบบี้เจนกันนะ"

(แวบแรกคิดอย่างนี้จริงๆ นา) จะกลายเป็นหนังทริลเลอร์ยอดเยี่ยมไปได้

เรื่องราวเกิดขึ้นจากเจน ผู้มีชื่อเสียงตั้งแต่วัยเด็กซึ่งมีความทะเยอทะยาน

เอาแต่ใจตัวเองสุดและขี้อิจฉาริษยาสุดฤทธิ์ ผู้ทำให้ชีวิตของพี่สาว

เพียงคนเดียวของตน บลันช์ ต้องเหมือนตายทั้งเป็น

เพราะต้องทุกข์ทนอยู่บนรถเข็นจากอุบัติเหตุที่สาวน้อยตัวดี

นี่แหละที่เป็นคนก่อเหตุ ทว่าทั้งสองจำต้องอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน

แน่นอนว่าย่อมไม่ธรรมดาแน่ เพราะเจนเกลียดพี่สาวพิการคนนี้

ยิ่งกว่าอะไรดี เพราะพี่สาวเคยเป็นดาราที่มีชื่อเสียงโด่งดังกว่าตน

เมื่อเวลาล่วงเลยไป ทั้งสองแก่ลง แต่เจนก็ยังคงจิตไม่ปกติอย่างเคย

(หรือจะมากกว่าเดิมรึเปล่า อันนี้ไม่รู้นะ) อะไรจะเกิดขึ้น

เมื่อเจนยังคงกลั่นแกล้งสาวพิการบนรถเข็นที่ไม่อาจช่วยตัวเองได้

แม้แต่จะลงบันได แล้วเธอจะอยู่รอดได้อย่างไร

ตามหามาดูแล้วกัน เรื่องนี้ขอแนะนำเลย

 

ที่ต้องขอชมเลยก็คือ คุณป้าเจนผู้น่ารักเสียเหลือเกิน

ฉากไหนๆ ก็เห็นว่าป้าแกน่ารักกกกก...ไปหมด

เหลือทิ้งไว้เพียงความน่าสะพรึงกลัว โอ้พระเจ้า!

ได้ใจอะไรเช่นนี้ ต้องขอยกย่องชมเชยฝีมือการแสดงของ

Bette Davis พร้อมกับยกนิ้วโป้งให้ทั้ง 2 ข้าง

ซึ่งเป็นดารายักษ์ใหญ่คนนึงเลยก็ว่าได้ (ไม่ใช่แค่หุ่นนะ)

ส่วนผู้ที่ถูกกลั่นแกล้งอย่างป้าบลันช์ก็ฝีมือยอดเยี่ยมไม้แพ้กัน

เพราะได้ดาราอย่าง Joan Crawford ซึ่งก็ใหญ่ไม่แพ้กัน

(แต่ไม่ใช่หุ่นนะ)

 

จะว่าไปแล้วก็ยังมีอีกเรื่องที่คล้ายๆ กับเรื่องนี้ แต่ว่าเรื่องนี้ก็ไม่ธรรมดา

เพราะเป็นภาพยนตร์ที่เป็นผลงานกำกับของผู้กำกับมือทอง

ที่กำกับเรื่องไหนก็โด่งดังอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน Alfred Hitchcock

ผู้สร้าง Psycho อันโด่งดังนั่นเอง เรื่องที่ว่าก็คือเรื่อง

Rear Window ชื่อไทยก็คือ หน้าต่างชีวิต นั่นเอง

ที่ว่ามีความคล้ายคลึงก็คือ พระเอกในเรื่องนี้ซึ่งเป็นช่างภาพ

ดันประสบอุบัติเหตุจนขาหัก ไปไหนมาไหนไม่ได้

ได้แต่ทนมองชาวบ้านจากหน้าต่างห้องวันแล้ววันเล่า

จนกระทั่งสังเกตเห็นความผิดปกติเข้าจากห้องสามีภรรยาคู่หนึ่ง

เขาพบว่าจู่ๆ ภรรยาของชายคนนั้นก็หายตัวไปอย่างลึกลับ

พร้อมกับชายคนนั้นที่มีท่าทางมีพิรุธ สงสัยว่างานนี้เขาจะต้อง

ไขปริศนานี้เองเสียแล้ว แต่จะทำอย่างไรล่ะ ในเมื่อเขาเดินไปไหนไม่ได้

ด้วยซ้ำ ต้องนั่งอยู่บนรถเข็นตลอดเวลาอยู่อย่างนี้

แล้วถ้าเกิดชายคนนั้นรู้เข้าล่ะ...ไปหามาดูเถอะ ไม่เสียหลาย

 

5555 หลอกให้อยากแล้วจากไปละนะ บ๋ายบาย

Amores Perros : Love's A Bitch

posted on 14 Nov 2007 16:00 by kalaswiss  in Movie

 

Amores Perros 

ความรักและสุนัข...สิ่งที่ได้มาและสิ่งที่สูญเสียไป

คำเตือน : คนรักสุนัขอาจจะต้องทำใจตอนดู

 

Amores Perros (2000) ภาพยนตร์เรื่องเยี่ยมจากประเทศเม็กซิโก

ที่บอกเล่าถึงเรื่องราวความสัมพันธ์ของคน 3 คู่ โดยแต่ละคู่ก็จะมีสุนัขเป็นตัวเชื่อม

เรื่องนี้จะแบ่งการเล่าเรื่องออกเป็น 3 ตอน โดยใช้ฉากที่ทั้งหมดมาบรรจบกันเป็น

ฉากเปิดเรื่อง ก่อนจะย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของเรื่องราว เป็น Anthology film

(ภาพยนตร์ที่ร้อยเรียงเรื่องราวขึ้นมาจากเรื่องสั้นหลายๆ เรื่องที่มีความแตกต่าง

และมีความหลากหลาย)

 

สำหรับชื่อเรื่อง Amores Perros แปลตรงตัวเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า

"Love's a Bitch" เป็นสำนวนหมายถึง Life stinks (ประมาณชีวิตบัดซบ)

ซึ่งถ้าจะให้แปลตรงตัวคงได้ความว่า ความรักคือหมาตัวเมีย  

 

Amores Perros เป็นผลงานกำกับเรื่องแรกของ Alejandro González Iñárritu

(อเลฮานโดร กอนซาเลซ อินาร์ริตู) จาก 21 Grams (2003), Babel (2006)

และได้ Rodrigo Prieto (ร็อดริโก้ ปริเอโต้) ผู้กำกับภาพชาวเม็กซิกัน

ที่มีผลงานการกำกับภาพจากภาพยนตร์ชื่อดังทั้งในเม็กซิโกและฮอลลีวู้ด

ภาพยนตร์ดังหลายเรื่องที่เรารู้จักกันดี ได้แก่ Original sin (2001), Frida (2002),

8 Mile (2002), 21 Grams (2003), เป็นผู้กำกับภาพให้ผู้กำกับ Oliver Stone

ในมหากาพย์เรื่อง Alexander จนได้รับรางวัล Crystal Lens Award 

ส่วนเรื่อง Brokeback  Mountain (2005) ได้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์

ในสาขาถ่ายภาพยอดเยี่ยม และเรื่องล่าสุด Babel (2006) 

 

เรื่อง 21 Grams ผลงานชิ้นที่ 2 ของผู้กำกับ Alejandro González Iñárritu

ที่เรียกได้ว่าเป็นผลงาน Remake จาก Amores Perros หรืออาจจะเรียกว่าเป็น

“sister movie” ตามคำกล่าวของ Alejandro Gonzalez Inarritu

ซึ่งเป็นผู้กำกับคู่ใจของ Rodrigo Prieto ซึ่งเป็นการกลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง

ที่เข้มข้นขึ้นทั้งในแง่บทและเทคนิคการถ่ายทำ รวมทั้งเงินทุนที่มากถึง 20 ล้านเหรียญ

ซึ่งมากกว่า Amores Perros ถึง 10 เท่า ที่ทั้งสองเรื่องมีความคล้ายคลึงกัน

เป็นเพราะต่างก็เกิดจากอุบัติเหตุรถยนต์ที่เกิดขึ้นทำให้ตัวละครทั้งหมดมาพบกัน

ที่คล้ายคลึงเช่นนี้เพราะได้ Guillermo Arriaga ผู้เขียนบทคนเดียวกันนั่นเอง

 

สำหรับเรื่อง 21 Grams นั้นได้เสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ในสาขา

นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม (Benicio del Toro)

และนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม (Naomi Watts)

 

เรื่อง Babel ผลงานชิ้นที่ 3 ผลงานชิ้นล่าสุดของผู้กำกับ

Alejandro González Iñárritu กับผู้กำกับภาพ Rodrigo Prieto และได้ผู้เขียนบท

Guillermo Arriaga เจ้าเก่า ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเม็กซิโก ญี่ปุ่น โมร็อคโค

และสหรัฐอเมริกา ภาพยนตร์นานาชาติที่ถ่ายทำโดยได้รับความร่วมมือจาก

ประเทศฝรั่งเศส เม็กซิโกและสหรัฐฯ เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจาก 4 เหตุการณ์

แต่กลับมีจุดเชื่อมโยงและส่งผลถึงกันอย่างคาดไม่ถึง แม้ว่าทั้ง 4 เหตุการณ์

จะเกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่ห่างกันคนละทวีปโลกเลยก็ตาม

 

สำหรับเรื่อง Babel นั้นได้เสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ครั้งที่ 79 ถึง 7 สาขา

อาทิ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, นักแสดงสมทบชาย-

หญิงยอดเยี่ยม และ ดนตรีประกอบยอดเยี่ยมถึง 2 รางวัล

อีกทั้งยังได้รางวัลลูกโลกทองคำในสาขา Best Motion Picture-Drama

นปี 2006 อีกด้วย


Amores Perros
ถูกเสนอเข้าชิงรางวัลออสการ์ในสาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศ

ยอดเยี่ยมในปี 2001 น่าเสียดายที่ต้องพ่ายแพ้ให้กับภาพยนตร์จีนเรื่อง

Crouching Tiger, Hidden Dragon ซึ่งเป็นผลงานกำกับของ อังลี

ผู้กำกับชาวไต้หวัน ซึ่งมีผลงานได้รับการเสนอชื่อ เข้าชิงรางวัลออสการ์

สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมมาแล้วถึง 2 เรื่องคือ

The Wedding Banquet และ Eat Drink Man Woman และมีผลงานเด่นๆ อย่าง

Sense and Sensibility ภาพยนตร์ภาษาอังกฤษเรื่องแรกของเขา

ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 7 สาขา

 

อย่างไรก็ตาม ถึงจะไม่ได้รางวัลออสการ์ แต่ก็คว้ารับรางวัลมากมาย

อาทิ ในปี 2000 ได้รับรางวัล Audience Award จากสาขาบทภาพยนตร์เรื่องยาว

ยอดเยี่ยม จาก The (n)th Annual AFI Los Angeles International Film Festival

(AFI FEST) ในปี 2001ได้รับรางวัลมากมาย ได้แก่ American Latino Media Arts Awards

(ALMA Award) สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม รางวัล Silver Condor

สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม รางวัล Golden Frog Award ที่ Cameimage

(International Festival of Cinematography) รางวัล Silver Ariel ใน Mexico

และรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย

(สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://imdb.com/title/tt0245712/awards )


เสน่ห์ที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นที่น่าจับตามอง คงจะไม่พ้นกลวิธีในการ

ดำเนินเรื่องที่ไม่แปลก ไม่แหวกแนว ไม่ซ้ำใคร ไม่ลึกลับ ไม่ซับซ้อน

ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาไม่อาจหาเจอได้ในภาพยนตร์เรื่องนี้ นอกจากนี้ดาราที่แสดง

ในเรื่องบางคนอาจจะยังไม่รู้จัก แต่ก็อาจจะพอคุ้นหน้าคุ้นตาอยู่บ้าง

แต่ถ้าเรื่องคุณภาพเต็มเปี่ยมอยู่แล้ว ด้วยฝีมือการแสดงของ Gael García Bernal

(กาเอล การ์เซีย เบอร์นัล) ซึ่งมีผลงานที่ผ่านสู่สายตามาแล้วหลายเรื่อง

อาทิ เรื่อง Y tu mamá también (And Your Mother Too) ในปี 2001

ภาพยนตร์วัยรุ่นที่สร้างชื่อให้กับเขา Diarios de motocicleta (The Motorcycle Diaries)

ในปี 2004 ในบทบาท เช กูวาร่า ผู้โด่งดังตลอดกาล Babel ในปี 2007

ผลงานที่เพิ่งปรากฏแก่สายตาเมื่อไม่นานมานี้ และอื่นๆ อีกมากมาย

โดยแต่ละบทบาทที่ได้รับนั้นช่างหลากหลาย เรียกได้ว่าท้าทายความสามารถ

ทางการแสดงมากเลยทีเดียว

 
รวมทั้งนักแสดงอีกคนที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้ Adriana Barraza

(แอนเดรียน่า บาร์ราซ่า) ซึ่งทั้งคู่ได้กลับมาแสดงด้วยกันอีกครั้ง

ในภาพยนตร์เรื่อง Babel ซึ่งในเรื่องนี้เธอได้ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์

สาขารางวัลนักแสดงประกอบยอดเยี่ยมอีกด้วย

 
นอกจากรางวัลทั้งหลายที่เรื่องนี้ได้รับคงไม่สามารถการันตีได้

เท่ากับคุณจะลองหาภาพยนตร์ที่สนุก ตื่นเต้น และลุ้นระทึก

อีกทั้งเนื้อหาก็ไม่ดาษดื่นอย่างเรื่องอื่นๆ ทั่วไปมาชมถ้ามีโอกาส


ที่มา : www.wikipedia.org
, www.siamzone.com , http://forums.popcornfor2.com/

by KonD